เลือกเครื่องฟอกอากาศให้ตรงกับขนาดห้อง เริ่มจากดูค่าอะไรบ้าง
ค่า CADR กับตัวเลขพื้นที่ห้องบนกล่อง บอกอะไรเราบ้าง และทำไมเครื่องที่แรงเกินไปก็ไม่ได้ดีกว่าเสมอ

เวลาเลือกเครื่องฟอกอากาศ ตัวเลขที่ควรดูเป็นอันดับแรกไม่ใช่ราคา แต่เป็นค่า CADR กับพื้นที่ห้องที่เครื่องรองรับได้
CADR คืออะไร
CADR ย่อมาจาก Clean Air Delivery Rate หรืออัตราการส่งอากาศสะอาด หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง พูดง่ายๆ คือในหนึ่งชั่วโมง เครื่องปล่อยอากาศที่ผ่านการกรองแล้วออกมาได้กี่ลูกบาศก์เมตร ยิ่งตัวเลขสูง อากาศทั้งห้องก็ยิ่งถูกหมุนเวียนผ่านแผ่นกรองเร็วขึ้น
ตัวอย่างเช่น รุ่น K06A มีค่า CADR 280 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ส่วนรุ่น K08D อยู่ที่ 488 และรุ่น A8 สูงถึง 760
แล้วพื้นที่ห้องล่ะ
ตัวเลขพื้นที่ห้องบนกล่องคำนวณมาจาก CADR อีกที โดยอ้างอิงเพดานสูงมาตรฐานและจำนวนรอบการหมุนเวียนอากาศต่อชั่วโมงที่เหมาะสม ดังนั้นถ้าห้องคุณเพดานสูงกว่าปกติ หรือมีคนอยู่หลายคน ควรเผื่อเลือกรุ่นที่รองรับพื้นที่มากกว่าห้องจริงเล็กน้อย
แผ่นกรองสำคัญพอๆ กับแรงลม
เครื่องที่ลมแรงแต่แผ่นกรองไม่ละเอียดพอ ก็แค่เป่าฝุ่นวนไปมา สิ่งที่ควรมองหาคือแผ่นกรอง HEPA มาตรฐาน H13 ซึ่งดักจับอนุภาคขนาดเล็กระดับ PM2.5 ได้จริง
อีกจุดที่หลายคนมองข้ามคือสารฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งระเหยออกจากเฟอร์นิเจอร์ใหม่ สีทาผนัง และวัสดุตกแต่ง ถ้าเพิ่งย้ายเข้าบ้านใหม่หรือเพิ่งรีโนเวท ควรเลือกรุ่นที่ระบุอัตราการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์ไว้ชัดเจน เช่น K08D ที่ลดได้ 92% ภายในหนึ่งชั่วโมง
อย่าลืมเรื่องเสียง
ถ้าตั้งใจเปิดในห้องนอนข้ามคืน ให้ดูค่าเสียงที่ระดับต่ำสุดด้วย ตัวเลขราว 29 dB(A) ถือว่าเบากว่าเสียงกระซิบ ส่วน 55 dB(A) ขึ้นไปจะเริ่มได้ยินชัดเวลาห้องเงียบ
สรุปสั้นๆ
- ห้องไม่เกิน 40 ตารางเมตร เช่น ห้องนอน คอนโด — เริ่มที่ CADR ราว 280
- ห้อง 40–70 ตารางเมตร เช่น ห้องนั่งเล่น — มองหา CADR ราว 480 ขึ้นไป
- อยากใช้เครื่องเดียวทั้งบ้าน — เลือก CADR 700 ขึ้นไป
- เพิ่งรีโนเวท — ดูอัตราการกำจัดฟอร์มาลดีไฮด์เพิ่ม
- เปิดในห้องนอน — ดูค่าเสียงที่ระดับต่ำสุด
ถ้าอ่านแล้วยังไม่แน่ใจ ทักไลน์ @tessio369 บอกขนาดห้องกับลักษณะการใช้งานมาได้เลย เราช่วยเทียบรุ่นให้

